เหยียบแอนฟิลด์ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์2011
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ลิเวอร์พูล ได้ซื้อกองหน้ามา 2 คนคือ แอนดี แคร์โรล และ ลุยส์ ซัวเรซ(ในขณะที่กำลังติดโทษแบนยาวกรณีไปกัดออตมัน บักกัลในทีมพีเอสวี ไอลด์โฮลเฟ่นในลีกฮอลแลนด์) เข้ามาในถิ่นแอนฟีลด์
และได้เซ็นสัญญาให้กับ ลิเวอร์พูล ถึงปี 2016 โดย ซัวเรซ
ได้มีโอกาสลงเล่นตัวจริงค่อนข้างมากถึงแม้จะอยู่ในช่วงปลายฤดูกาล 2010-11
แล้วก็ตาม เคนนี ดัลกลิช
ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลได้เห็นความสามารถและความพิเศษของเขาคนนี้
ดัลกลิชเลยให้เขาสวมเสื้อเบอร์ 7 โดยได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ ซัวเรซ
เป็นตำนานของลิเวอร์พูลต่อจากเขาต่อไป(ซึ่งก็กลายเป็นจริง เป็นกองหน้าที่ถือว่า ประสบความสำเร็จ) นัดแรกที่ ซัวเรซ ได้เล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกและเล่นในถิ่นแอนฟีลด์คือการเจอกับ สโตกซิตี
โดยซัวเรซทำไป 1 ประตู และทำให้ลิเวอร์พูลชนะไป 2-0
โดยถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองและก็ประเดิมประตูแรกของตัวเองในสีเสื้อลิเวอร์พู
ล ได้ทันที
เรียกว่าเป็นการลดความกดดันทั้งในเรื่องค่าตัวและเบอร์เสื้ออย่างสิ้นเชิง[11] และในวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2011 ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดรังแอนฟีลด์ตอนรับการมาเยือนของคู่อริ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ถึงแม้ในวันนั้น ซัวเรซ จะไม่ได้ทำประตูแต่ก็ช่วยจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไป 3-1 ซัวเรซ ได้จ่ายไป 2 ลูก โดยการทำแฮตทริก ของ เดิร์ค เคาท์ (เป็นช่วงปลายๆของเค้าท์ก่อนจะอำลาทีมไป) ปีกขวาทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในเกมนั้นยังต้องหลบซีนตำแหน่ง นักเตะยอดเยี่ยมประจำ เกมให้กับเขาเลยทีเดียว จากนั้น ซัวเรซ ก็ยิงได้อีก 3 ประตู ในนัดที่ ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0, ชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 3-0 และชนะ ฟูลัม
5-2 ทำให้ ซัวเรซ ทำสถิติตลอดระยะเวลา 5 เดือนแรกกับหงส์แดงด้วยการทำไป 4
ประตูจาก 13 นัด และก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจของสาวกเดอะ ค็อปได้อย่างเต็มตัว
รวมถึงบรรดาเพื่อนร่วมทีมที่เรียงหน้าออกมาชมไม่ขาดสาย และช่วยให้
ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 6 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2010-11 ซัวเรซ
ก็กลายเป็นผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญของลิเวอร์พูล
วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ตำนานสตาร์ลิเวอร์พูล/Louise Suarez/I will remember you!!!(1)
ลุยส์ อัลเบร์โต ซัวเรซ ดีอัซ (สเปน: Luis Alberto Suárez Díaz) เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1987 ที่เมืองซัลโต ประเทศอุรุกวัย เป็นนักฟุตบอลชาวอุรุกวัย ตำแหน่งที่เขาเล่นคือ กองหน้า
ซัวเรซ เกิด ณ เมืองซัลโต ประเทศอุรุกวัย ไม่นานนักครอบครัวได้ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงมอนเตวิเดโอ ที่นี่เองที่เด็กชายเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของมารดาเพียงลำพัง ร่วมกับพี่น้อง 6 คน ต่อมา ในปี ค.ศ. 2005 ซัวเรซ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรนาซีโอนัลในกรุงมอนเตวิเดโอ สโมสรที่ซัวเรซเล่นมาตั้งแต่ระดับเยาวชน เมื่ออายุถึง 19 ปี เขาจึงย้ายสโมสรเป็นครั้งแรกไปสู่สโมสรฟุตบอลโครนิงเงิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี 2006 และย้ายทีมอีกครั้งในปี 2007 ไปยังสโมสรชื่อดัง อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ในฤดูกาล 2008-09 ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสร และทำประตูเป็นดาวซัลโวของสโมสร ถึงแม้ว่าจะถูกทำโทษเนื่องจากมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม และได้รับถึง 7 ใบเหลืองในฤดูกาลเดียว ในฤดูกาลนี้ เขายังได้เป็นกัปตันของอายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ยิง 35 ประตู จาก 33 นัด ในลีก ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของลีกเนเธอร์แลนด์ ยิงรวมทุกถ้วย 49 ประตู ในฤดูกาล 2010-11 เขายิงให้อายักซ์ อัมสเตอร์ดัมครบ 100 ลูก ทำผลงานเทียบชั้นตำนานของสโมสร อาทิ โยฮัน ไกรฟฟ์, มาร์โก ฟัน บัสเติน และแด็นนิส แบร์คกัมป์ แต่ในฤดูกาลนี้มีเหตุการณ์อื้อฉาวคือ ซัวเรซ ไปกัดที่ไหล่ของนักเตะเปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน ออตมัน บักกัล และถูกแบน 7 นัด[1] ระหว่างที่ถูกแบนในเดือนมกราคม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลจากประเทศอังกฤษได้ซื้อตัวเขาในมูลค่า 26.5 ล้านยูโร (เหมือนกับในสถานการณ์ตอนนี้เลย ที่ถูกสโมสรยักษ์ใหญ๋อย่างบาร์เซโลน่าซื้อตัวไประหว่างโดนโทษแบนจากการกรณีไปกัดที่ไหล่ของจอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ในนัดตัดสินการเข้ารอบ16ทีมสุดท้ายWorld cup2014ที่บราซิลระหว่างอุรุกวัยและอิตาลี)นับแต่การมาของซัวเรซ ลิเวอร์พูลขยับจากอันดับที่ 12 ของตาราง ณ กลางเดือนมกราคม 2011 ไปจบที่อันดับ 6 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลโดยเป็นผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญของลิเวอร์พูล[2] และในฤดูกาลต่อมา เขาก็พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกคัพ สมัยที่ 8 ไปครอง อีกด้วย
และในฤดูกาลล่าสุด(2013-14) เขาก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ลิเวอร์พูลจบซีซั่นด้วยอันดับ2ของตาราง (ห่างจากแชมป์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปเพียง2แต้มเท่านั้นเอง)โดยเขายังครองสถิติเป็นดาวซัลโวของลีกอีกด้วย และยังได้รับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของอังกฤษหรือรางวัลPFAอีกด้วย นับว่าปีนี้คือปีที่พีคสูงสุดของดาวยิงอุรุกวัยคนนี้เลยก็ว่าได้
และที่สำคัญ ทำให้ลิเวอร์พูลกลับไปเล่นในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้อีกีครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายฤดูกาล ก่อนที่เขาจะย้ายไปบาร์เซโลน่า ในฤดูกาลถัดมา!!!!!
(ลองคิดดูดีๆ การจากไปครั้งนี้ของหลุยส์ ก็ดูไม่น่าเกลียดนัก และเขาไม่ได้ปล่อยลิเวอร์พูลไปแบบทิ้งๆขว้างๆอีกด้วย คล้ายๆเหมือนปล่อยลูกที่โตแล้วให้ออกไปเที่ยวภายนอกได้นั่นแหล่ะ และในทางกลับกันลิเวอร์พูลก็มองเขาเหมือนลูกเช่นกัน ที่ปล่อยตัวไปให้ยักษ์ใหญ่อย่าง ทีมต่างดาว บาร์เซโลน่าในลาลีก้าเพื่อให้เขาได้หาประสบการณ์)
ซัวเรซ เกิด ณ เมืองซัลโต ประเทศอุรุกวัย ไม่นานนักครอบครัวได้ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงมอนเตวิเดโอ ที่นี่เองที่เด็กชายเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของมารดาเพียงลำพัง ร่วมกับพี่น้อง 6 คน ต่อมา ในปี ค.ศ. 2005 ซัวเรซ ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรนาซีโอนัลในกรุงมอนเตวิเดโอ สโมสรที่ซัวเรซเล่นมาตั้งแต่ระดับเยาวชน เมื่ออายุถึง 19 ปี เขาจึงย้ายสโมสรเป็นครั้งแรกไปสู่สโมสรฟุตบอลโครนิงเงิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี 2006 และย้ายทีมอีกครั้งในปี 2007 ไปยังสโมสรชื่อดัง อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ในฤดูกาล 2008-09 ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสร และทำประตูเป็นดาวซัลโวของสโมสร ถึงแม้ว่าจะถูกทำโทษเนื่องจากมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม และได้รับถึง 7 ใบเหลืองในฤดูกาลเดียว ในฤดูกาลนี้ เขายังได้เป็นกัปตันของอายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ยิง 35 ประตู จาก 33 นัด ในลีก ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของลีกเนเธอร์แลนด์ ยิงรวมทุกถ้วย 49 ประตู ในฤดูกาล 2010-11 เขายิงให้อายักซ์ อัมสเตอร์ดัมครบ 100 ลูก ทำผลงานเทียบชั้นตำนานของสโมสร อาทิ โยฮัน ไกรฟฟ์, มาร์โก ฟัน บัสเติน และแด็นนิส แบร์คกัมป์ แต่ในฤดูกาลนี้มีเหตุการณ์อื้อฉาวคือ ซัวเรซ ไปกัดที่ไหล่ของนักเตะเปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน ออตมัน บักกัล และถูกแบน 7 นัด[1] ระหว่างที่ถูกแบนในเดือนมกราคม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลจากประเทศอังกฤษได้ซื้อตัวเขาในมูลค่า 26.5 ล้านยูโร (เหมือนกับในสถานการณ์ตอนนี้เลย ที่ถูกสโมสรยักษ์ใหญ๋อย่างบาร์เซโลน่าซื้อตัวไประหว่างโดนโทษแบนจากการกรณีไปกัดที่ไหล่ของจอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ในนัดตัดสินการเข้ารอบ16ทีมสุดท้ายWorld cup2014ที่บราซิลระหว่างอุรุกวัยและอิตาลี)นับแต่การมาของซัวเรซ ลิเวอร์พูลขยับจากอันดับที่ 12 ของตาราง ณ กลางเดือนมกราคม 2011 ไปจบที่อันดับ 6 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลโดยเป็นผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญของลิเวอร์พูล[2] และในฤดูกาลต่อมา เขาก็พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกคัพ สมัยที่ 8 ไปครอง อีกด้วย
และในฤดูกาลล่าสุด(2013-14) เขาก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ลิเวอร์พูลจบซีซั่นด้วยอันดับ2ของตาราง (ห่างจากแชมป์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปเพียง2แต้มเท่านั้นเอง)โดยเขายังครองสถิติเป็นดาวซัลโวของลีกอีกด้วย และยังได้รับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของอังกฤษหรือรางวัลPFAอีกด้วย นับว่าปีนี้คือปีที่พีคสูงสุดของดาวยิงอุรุกวัยคนนี้เลยก็ว่าได้
และที่สำคัญ ทำให้ลิเวอร์พูลกลับไปเล่นในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้อีกีครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายฤดูกาล ก่อนที่เขาจะย้ายไปบาร์เซโลน่า ในฤดูกาลถัดมา!!!!!
(ลองคิดดูดีๆ การจากไปครั้งนี้ของหลุยส์ ก็ดูไม่น่าเกลียดนัก และเขาไม่ได้ปล่อยลิเวอร์พูลไปแบบทิ้งๆขว้างๆอีกด้วย คล้ายๆเหมือนปล่อยลูกที่โตแล้วให้ออกไปเที่ยวภายนอกได้นั่นแหล่ะ และในทางกลับกันลิเวอร์พูลก็มองเขาเหมือนลูกเช่นกัน ที่ปล่อยตัวไปให้ยักษ์ใหญ่อย่าง ทีมต่างดาว บาร์เซโลน่าในลาลีก้าเพื่อให้เขาได้หาประสบการณ์)
ในส่วนของการรับใช้อุรุกวัย ซัวเรซได้เป็นสมาชิกของทีมชุดยู 20 เข้าร่วมแข่งบอลโลก ยู 20 ประจำปี 2007 ในปี 2007 นี้เองซัวเรซได้ลงเล่นทีมชาติชุดใหญ่นัดแรกเจอกับ ทีมชาติโคลอมเบีย และทำประตูได้ แต่ก็โดนไล่ออกจากสนามเนื่องจากรับ 2 ใบเหลือง ในฟุตบอลโลก ปี 2010 ซัวเรซ มีบทบาทสำคัญในทีมชุดนี้ที่ได้อันดับที่ 4 โดยทำประตูได้ 3 ลูกตลอดการแข่งขัน เขาเรียกตัวเองว่า หัตถ์พระเจ้า[3] จากการแข่งขันรายการนี้ในนัดพบทีมชาติกานา ที่ใช้มือป้องกันประตูช่วยให้ทีมอุรุกวัยผ่านเข้ารอบต่อไป ในปี 2011 ซัวเรซนำทีมชาติอุรุกวัยได้แชมป์โคปาอเมริกา ในการแข่งขันนี้ ซัวเรซได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม และยิงไปถึง 4 ประตู
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2010 ภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกสาวคนแรกที่เมืองบาร์เซโลนา ตั้งชื่อเธอว่าเดลฟีนา[
สโมสร[แก้]
- ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2014.
| สโมสร | ฤดูกาล | ลีก | ฟุตบอลถ้วย | ลีกคัพ | ยุโรป | อื่น ๆ | รวม | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ||
| นาซีโอนัล[8][34][b] | 2005–06 | 27 | 10 | 0 | 0 | 0 | 0 | 3 | 0 | 4 | 2 | 34 | 12 |
| รวม | 27 | 10 | 0 | 0 | 0 | 0 | 3 | 0 | 4 | 2 | 34 | 12 | |
| โครนิงเงิน[b] | 2006–07 | 29 | 10 | 2 | 1 | 0 | 0 | 2 | 1 | 4 | 3 | 37 | 15 |
| รวม | 29 | 10 | 2 | 1 | 0 | 0 | 2 | 1 | 4 | 3 | 37 | 15 | |
| อาเอฟเซ อายักซ์[b] | 2007–08 | 33 | 17 | 3 | 2 | 0 | 0 | 4 | 1 | 4 | 2 | 42 | 22 |
| 2008–09 | 31 | 22 | 2 | 1 | 0 | 0 | 10 | 5 | 0 | 0 | 43 | 28 | |
| 2009–10 | 33 | 35 | 6 | 8 | 0 | 0 | 9 | 6 | 0 | 0 | 48 | 49 | |
| 2010–11 | 13 | 7 | 1 | 1 | 0 | 0 | 9 | 4 | 1 | 0 | 24 | 12 | |
| รวม | 110 | 81 | 12 | 12 | 0 | 0 | 32 | 16 | 5 | 2 | 159 | 111 | |
| ลิเวอร์พูล[b] | 2010–11 | 13 | 4 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 13 | 4 |
| 2011–12 | 31 | 11 | 4 | 3 | 4 | 3 | 0 | 0 | 0 | 0 | 39 | 17 | |
| 2012–13 | 33 | 23 | 2 | 2 | 1 | 1 | 8 | 4 | 0 | 0 | 44 | 30 | |
| 2013–14 | 33 | 31 | 3 | 0 | 1 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 37 | 31 | |
| รวม | 110 | 69 | 9 | 5 | 6 | 4 | 8 | 4 | 0 | 0 | 133 | 82 | |
| รวมทั้งหมด | 276 | 170 | 23 | 18 | 6 | 4 | 45 | 21 | 13 | 7 | 363 | 220 | |
ตำนานสตาร์ลิเวอร์พูล2013-14/Louise Suares/We will remember you!!! (2)
ก่อนจะมาเป็นตำนาน
นาซีโอนัลลุยส์ ซัวเรซ เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิด ทีมนาซีโอนัล ทีมที่เหยินเล่นในระดับเยาวชนมาตั้งแต่อายุ 14[5] คืนหนึ่งเขาถูกจับได้ว่าดื่มเหล้าในงานปาร์ตี้ ผู้ฝึกสอนในขณะนั้นปรามเขาว่า เขาจะไม่ได้เล่นฟุตบอลอีกถ้ายังไม่จริงจังกับการเล่นฟุตบอล[5] [6] ในเดือนพฤษภาคม 2005 เมื่อเขาอายุได้ 16 ปี เขาได้ลงเล่นให้สโมสรอย่างเป็นทางการโดยพบกับทีม จูเนียร์ เดอ บารานควิลลา ในการแข่งขันลิเบอร์ตาดอเรส คัพ[5] เขาทำประตูแรกได้ในเดือน กันยายน 2005[7] และช่วยนาซีโอนัลเป็นแชมป์อุรุกวัยพรีเมียร์ดิวิชัน 2005-06 โดยทำได้ 10 ประตู ใน 27 เกม [8]
โครนิงเงิน ซัวเรซ สมัยอยู่กับ โครนิงเงิน ในปี 2006
ซัวเรซถูกจับตาจากกลุ่มแมวมองของ สโมสรฟุตบอลโครนิงเงิน ในตอนที่พวกเขาเดินทางไปประเทศอุรุกวัย เพื่อดูฟอร์มนักเตะอีกคนหนึ่ง ในเกมส์นั้น ซัวเรซ สร้างสรรค์เกม ยิงจุดโทษ และทำประตูที่สวยงาม[9] หลังเกมนั้น กลุ่มแมวมองสนใจที่จะเซ็นสัญญาซื้อ ซัวเรซ [9]หลังจบฤดูกาลนั้น สโมสรฟุตบอลโครนิงเงิน เซ็นสัญญาซื้อเขาในราคา 800,000 ยูโร[5] ซัวเรซ อยากที่จะย้ายไปเล่นที่ยุโรปเพราะว่าแฟนของเขาและภรรยาในปัจจุบัน โซเฟีย บาลบิ ได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองบาร์เซโลนาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้เขาต้องรักษาความสัมพันธ์จากการต้องห่างกันเอาไว้ และนี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้อยู่ใกล้แฟนสาวมากขึ้น[10]
อาเอฟเซ อายักซ์ ซัวเรซ กับ สโมสรฟุตบอลอาเอฟเซ อายักซ์ ในช่วงปี ค.ศ. 2007 ซัวเรซ ได้เซ็นสัญญากับ อาเอฟเซ อายักซ์ เอาไว้ 4 ปี ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านยูโร ในฤดูกาล 2007-08 ซัวเรซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกและบอลถ้วยเกือบทุกนัด โดยเขาทำผลงานในฤดูกาลแรกได้ยอดเยี่ยมโดยทำไป 22 ประตูจากการเล่น 44 นัด รวมทุกรายการ ในฤดูกาล 2008-09 ซัวเรซ ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสร และได้เป็นดาวซัลโวของสโมสร ถึงแม้ว่าจะถูกทำโทษเนื่องจากมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม และได้รับถึง 7 ใบเหลืองในฤดูกาลเดียว ในฤดูกาล 2009-10 เขายังได้เป็นกัปตันทีมของ อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม แทน โธมัส แฟร์มาเลน ที่ย้ายไปอยู่กับ อาร์เซนอล โดย ซัวเรซ ทำได้ 35 ประตู จาก 33 นัด ในลีก และพาทีมคว้าแชมป์เคเอ็นวีบี คัพ รวมทั้งได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของลีกเนเธอร์แลนด์ ยิงรวมทุกถ้วย 49 ประตู ในฤดูกาล 2010-11 ซัวเรซ ยิงให้สโมสรอายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ครบ 100 ลูก ในนัดที่เปิดบ้านเสมอกับ พีเอโอเค ซาโลนิกี้ 1-1 ใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก และนำทีมอายักซ์ คว้าแชมป์เอเรดิวีซี่ ของลีกสูงสุดในประเทศ เนเธอร์แลนด์ แต่ ซัวเรซ ก็โดนแบน 7 นัด จากการที่เขาไปกัดไหล่ของ ออสมาน แบคคาล กองกลางของ เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน รวมถึงถูกต้นสังกัดสั่งลงโทษแบน 2 นัดและสั่งปรับเงินโดยที่ไม่เปิดเผยจำนวน ก่อนที่จะย้ายไปสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลของ พรีเมียร์ลีก ที่ประเทศอังกฤษ ในปลายฤดูกาล 2010-2011 ด้วยค่าตัว 22.8 ล้านปอนด์ (1,026 ล้านบาท)
อาเอฟเซ อายักซ์ ซัวเรซ กับ สโมสรฟุตบอลอาเอฟเซ อายักซ์ ในช่วงปี ค.ศ. 2007 ซัวเรซ ได้เซ็นสัญญากับ อาเอฟเซ อายักซ์ เอาไว้ 4 ปี ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านยูโร ในฤดูกาล 2007-08 ซัวเรซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกและบอลถ้วยเกือบทุกนัด โดยเขาทำผลงานในฤดูกาลแรกได้ยอดเยี่ยมโดยทำไป 22 ประตูจากการเล่น 44 นัด รวมทุกรายการ ในฤดูกาล 2008-09 ซัวเรซ ได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของสโมสร และได้เป็นดาวซัลโวของสโมสร ถึงแม้ว่าจะถูกทำโทษเนื่องจากมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม และได้รับถึง 7 ใบเหลืองในฤดูกาลเดียว ในฤดูกาล 2009-10 เขายังได้เป็นกัปตันทีมของ อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม แทน โธมัส แฟร์มาเลน ที่ย้ายไปอยู่กับ อาร์เซนอล โดย ซัวเรซ ทำได้ 35 ประตู จาก 33 นัด ในลีก และพาทีมคว้าแชมป์เคเอ็นวีบี คัพ รวมทั้งได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของลีกเนเธอร์แลนด์ ยิงรวมทุกถ้วย 49 ประตู ในฤดูกาล 2010-11 ซัวเรซ ยิงให้สโมสรอายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ครบ 100 ลูก ในนัดที่เปิดบ้านเสมอกับ พีเอโอเค ซาโลนิกี้ 1-1 ใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก และนำทีมอายักซ์ คว้าแชมป์เอเรดิวีซี่ ของลีกสูงสุดในประเทศ เนเธอร์แลนด์ แต่ ซัวเรซ ก็โดนแบน 7 นัด จากการที่เขาไปกัดไหล่ของ ออสมาน แบคคาล กองกลางของ เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน รวมถึงถูกต้นสังกัดสั่งลงโทษแบน 2 นัดและสั่งปรับเงินโดยที่ไม่เปิดเผยจำนวน ก่อนที่จะย้ายไปสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลของ พรีเมียร์ลีก ที่ประเทศอังกฤษ ในปลายฤดูกาล 2010-2011 ด้วยค่าตัว 22.8 ล้านปอนด์ (1,026 ล้านบาท)
วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ตำนานซุปเปอร์สตาร์บอลโลก/มาร์ค วิลม็อต/ยอดกองกลางแห่งปีศาจแดงยุโรป
- ชื่อ
- มาร์ค
- นามสกุล
- วิลม็อทส์
- สัญชาติ
- เบลเยียม
- วันเกิด
- 22-02-69
- อายุ
- 45
- ประเทศที่เกิด
- เบลเยียม
- สถานที่เกิด
- Dongelberg
- ตำแหน่ง
- กองกลาง
- ส่วนสูง
- 183 cm
- น้ำหนัก
- 89 kg
- มาร์ค วิลม็อตส์ เกิดเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 1969 อายุ45ปี ที่ดอนเกนเบรก์ เบลเยียม อดีตดาวเตะผู้ติดทีมชาติเบลเยียมกว่า70นัดผู้นี้ โดยเริ่มต้น การคุมทีมในปี2004 กับชาลเก้ก่อนย้ายมาคุม แซงค์ ทรุยด็อง และมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติเบลเยียมในปี2009 ก่อนขึ้นมาคุมอย่างเต็มตัวในปี2012
- เคยเป็นนักเตะของชาลเก้ในบุนเดสลิก้า ก่อนที่จะผันตัวเองมาคุมทีม โด่งดังในทีมชาติเบลเยี่ยมยุค90
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



