วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

Our Captain All Time (B)





Our  Captain All Time 2

Profile สตีเวน จอร์จ เจอร์ราร์ด MBE[3] (อังกฤษ: Steven George Gerrard) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เจ้าของฉายา "สตีวีจี" เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในตำแหน่งกัปตันทีม ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้จัดการทีมในขณะนั้น เฌราร์ อูลีเย ในช่วงฤดูกาล 2003-2004 เจอร์ราร์ดใส่เสื้อหมายเลข 8 เจอร์ราร์ดได้รับการอวยยศเป็นสมาชิกแห่งจักรวรรดิบริเตน โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2007




สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นผลผลิตของโรงเรียนฟุตบอลลิเวอร์พูล (Liverpool Youth Academy) โดยเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของสโมสรตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยเริ่มแรกเลยเขาเล่นมิดฟิลด์ทางด้านขวา และมิดฟิลด์ตัวกลาง


ฤดูกาล 1998-1999 เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นนัดแรก ในนัดที่พบกับทีมเซลตาบีโก ในแอนฟีลด์ โดยสิ้นสุดฤดูกาลนี้เขาลงเล่นให้ทีม 12 นัดซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตัวสำรองวงการฟุตบอลกับลิเวอร์พูล (1998-ปัจจุบัน)

 


ฤดูกาล 1999-2000 เจอร์ราร์ดได้มีโอกาสเล่นชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลอย่างเต็มตัว โดยเขาลงเล่น 29 นัด ยิงได้ 1 ประตู ซึ่งเขาเปลี่ยนมาเล่นบทมิดฟิลด์ตัวปะทะ ทำให้ได้รับ ใบเหลือง และ ใบแดง บ่อยครั้ง


ฤดูกาล 2000-2001 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 7 ประตู และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ อีก 9 นัดทำได้ 2 ประตู พาทีมลิเวอร์พูลคว้าทริปเปิลแชมป์ ลีกคัพ, ยูฟ่าคัพ และ เอฟเอคัพ ในฤดูกาลเดียว รวมถึงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ทั้งเหย้าและเยือนอีกด้วย




1998-1999 season, Gerrard played in Liverpool's first team's first match. In the match against Celta Vigo on Anfield by the end of this season, he played for the team's 12 games, mostly as a reserve.


1999-2000 season, Gerrard had a chance to play a full set of Liverpool, where he played 29 games, scoring one goal, which he changed to make impact plays midfielder received a yellow card and red card often.


2000-2001 season, Gerrard played in 33 league appearances, scoring 7 goals and played in the UEFA Cup next 9 games 2 Goals Liverpool team won the Triple Crown Champion League Cup, UEFA. Cup and FA Cup in the same season, including a win against Manchester United. Both home and away, too.

ฤดูกาล 2001-2002 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 28 นัดยิงได้ 3 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล ได้เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก รวมถึงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ทั้งเหย้าและเยือนอีกด้วย และในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ลงเล่น 12 นัดกับอีก 1 ประตู ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของ พีเอฟเอ (PFA Young Player of the Year) รวมถึงได้ถ้วยในประเทศ ชาริตีชีลด์ จากการเอาชนะ คู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1



ฤดูกาล 2002-2003 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 5 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 แต่ เจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามในนัดสุดท้ายของฤดูกาลอีกด้วย และลงเล่นเกมยุโรปอีก 11 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ โดยเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล 2-0 โดย เจอร์ราร์ด และ ไมเคิล โอเวน ช่วยทำประตูในเกมนี้



ฤดูกาล 2003-2004เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 4 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 4 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ 8 นัด ยิงได้ 2 ประตู และในฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของลิเวอร์พู ล แทนที่ ซามี ฮูเปีย


2001-2002 season, Gerrard played in 28 league appearances, scoring 3 goals and helped Liverpool win the second gives it superior finish. Manchester United Forever rivals For the first time in the Premier League defeat to Manchester United. Both home and away, too. And in the UEFA Champions League, played 12 games with 1 door with excellent performance earned him the award-Star player of the year, P FA (PFA Young Player of the Year) as well. trophy in the Charity Shield of defeating rival forever. Manchester United 2-1
2002-2003 season, Gerrard played in 34 league appearances and scored 5 goals as Liverpool came in 5th, but Gerrard's red card was sent off in the final match of the season as well. European games and played in 11 games and led the team to win the FA Cup defeat by Manchester United. Forever rivals 2-0 by Gerrard and Michael Owen to score in this game.
2003-2004 season, Gerrard played in 34 league appearances, scoring 4 goals and helped Liverpool is rated 4 gives it to the UEFA Champions League. And played in the UEFA Cup 8 games and scored 2 goals this season, Gerrard was appointed as the new captain of Liverpool replaced Sami Hyypia.
ฤดูกาล 2004-2005
 

เจอร์ราร์ดพาทีมลิเวอร์พูลเข้าชิงลีกคัพ กับ เชลซี แต่แพ้ไป 3-2 โดยเขาทำเข้าประตูตัวเองซึ่งเป็นประตูตีเสมอ 1-1 อีกด้วย[6] แต่ผลงานใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เจอร์ราร์ด ยิงประตูสุดสวยในนัดที่ชนะ โอลิมเปียกอส 3-1 ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างปาฏิหาริย์[7] รอบต่อมา ลิเวอร์พูล ก็สามารถเอาชนะ ไบเออร์เลเวอร์คูเซิน 3-1 ได้ทั้ง 2 นัด และ ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับ ยูเวนตุส โดยนัดแรก ลิเวอร์พูล ชนะ 2-1 ที่แอนฟีลด์ นัดที่ 2 เสมอ 0-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปเจอกับ เชลซี โดยนัดแรกเสมอ 0-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่ 2 ลิเวอร์พูล 

ชนะ 1-0 ที่ แอนฟีลด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ และ เจอร์ราร์ดก็สามารถพาทีมคว้าถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยเอาชนะ เอซี มิลาน จากการดวลจุดโทษ ซึ่งในครึ่งแรกมิลานนำอยู่ถึง 3-0 แต่ในครึ่งหลัง เจอร์ราร์ด ทำประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 และลิเวอร์พูลกลับมาตีเสมอ 3-3 ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 30 นัดทำได้ 7 ประตู และช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้อันดับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่จากการที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก









ฤดูกาล 2005-2006 เจอร์ราร์ดทำประตูตีเสมอ เวสต์แฮมยูไนเต็ด (3-3) ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ส่งให้ ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ในท้ายที่สุด[8] ประตูจากการยิงไกลระยะ 35 หลานี้เป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมของรอบชิงชนะเลิศตลอดกาล และทำให้ สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 4 รายการใหญ่ เช่น ยูฟ่าคัพ กับ อลาเบส, ลีกคัพ กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กับ เอซี มิลาน และ เอฟเอคัพ กับ เวสต์แฮมยูไนเต็ด ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่น 32 นัด ยิงได้ 10 ประตู และช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 3 เป็นรองแค่ เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เท่านั้น ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ เจอร์ราร์ด ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ (PFA Players' Player of the Year) [9]

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

Our Captain All Time (A)

                                                            Our Captain all time
Current club  
Liverpool FC
 Position Central Midfield

 Main position:

Central Midfield
Secondary positions:
Attacking Midfield
Defensive Midfield

Nationality England                        

                   
Contract until 30.06.2015
                                  

Player data
Name in home country: Steven George Gerrard
Date of birth: May 30, 1980
Place of birth: Whiston  England
Age: 34
Height: 1,83 m
Nationality: England  England
Position: Midfield - Central Midfield
Foot: right
Players' agents: WMG Management (SFX Sports)
In the team since: Aug 1, 1998
Contract until: 30.06.2015
outfitter: adidas
Further information
Steven Gerrard is the Cousin of Anthony Gerrard (Oldham Athletic).

Transfer history
All the player's transfers.
Season Date Moving from Moving to MV Loan Transfer fee
15/16 Jul 1, 2015 Liverpool FC Los Angeles Galaxy 3,52 Mill. £
Free transfer
98/99 Aug 1, 1998 Liverpool FC U18 Liverpool FC -
-
Total transfer proceeds:       0

junior clubs

Whiston Juniors (–1989), FC Liverpool (1989–1998)
Performance data 14/15
CompetitionApps Goals Assits Yellow Cards Yellow/Red  Cards Red Cards Minutes Played








            
    

       







   










24616-11.800'
62-1--472'
3--2--278'
22----180'

Performance per club
Club(s)  Apps Goals Assits
Liverpool FC 681 177 100









































































วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตำนานสตาร์ลิเวอร์พูล2013-14/Luis Suarez/We will remember you!!! (8)


ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมกับนักเตะเลือดอุรุกวัยคนนี้นั้น ตอนแรกที่เขามาสู่ลิเวอร์พูลใหม่ๆในช่วงปี2011นั้น เขายังโชว์ฝีเท้าออกมาไม่โดดเด่นนัก(ถ้าเทียบกับตอนนี้และแน่นอนตอร์เรสศูนย์หน้าคนก่อนเขา) แต่ต้องยอมรับว่าการมาของเขาทำให้ลิเวอร์พูลกระโดดจากอันดับ12แล้วไปจบอันดับ6ตอนจบฤดูกาลได้อย่างไม่น่าเชื่อ   
สมัยอยู่สโมสร นาซิอองนาล


 หลุยส์ ซัวเรส เป็นนักเตะที่เพียบพร้อมหากจะเทียบกับศูนย์หน้าคนก่อนอย่าง เอลนินโญ่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ศูนย์หน้าหน้าคมของสเปน  ซัวเรสถูกเคนนี่ ดัลกริชดึงตัวเข้ามาเล่นในสมัยที่เป็นโค้ชคุมลิเวอร์พูลช่วงนั้น  โดยซื้อตัวมาระหว่างที่ถูกโทษแบนในลีกฮอลแลนด์จากกรณีไปกัดไหล่ของผู้เล่นคนหนึ่งในระหว่างการแข่งขัน   และให้สวมเสื้อเบอร์7(คนก่อนเขาคือHarry Kewellซึ่งย้ายสโมสรไปแล้ว)เหมือนกับเขา ซึ่งเคยสวมใส่มันล่าตาข่ายมาก่อน
ที่บอกว่าเพียบพร้อมนั้น ไม่ใช่หน้าตา หมายถึงฝีเท้า แน่นอนว่า เฟร์นานโด ตอร์เรสกับหลุยส์ ซัวเรสนั้นฝีเท้าไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการลากเลื้อย หลบหลีกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามได้เก่งไม่แพ้กัน จังหวะการจบสกอร์ก็มีความคมไม่แพ้กัน
แต่ซัวเรสสิ่งหนึ่งที่ต่างไปจากตอร์เรสอย่างเห็นได้ชัด คือ วิธีการเข้าทำและจบสกอร์
หลุยส์ ซัวเรสดาวยิงอุรุกวัยคนนี้มีวิธีการส่วนตัวของเขาในการเข้าทำสกอร์ที่หลากหลายกว่า แม้บางครั้งจะเหมือนเขาเล่นตุกติก เล่นผิดกติกาบ้าง สิ่งนี้แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับวิชาชีพฟุตบอลเลย แต่ถ้าหากพูดถึงเฉพาะวิธีการเข้าทำสกอร์ที่ชาญฉลาดของเขา ที่สะอาดละก็ พูดได้เต็มปากเลยว่า เขาดีกว่าตอร์เรส
เขาทำประตูจากลูกโหม่งได้ดีไม่แพ้เท้า เขาปั่นฟรีคิกเข้าไปได้ไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูกชนิดหลังๆจอมปั่นฟรีคิกอย่างกัปตันเจอราดยังอาย!!!


 นอกจากนี้ ระยะหลังๆ ซัวเรสยังไม่ค่อยหวงบอลนัก  จังหวะที่ต้องลงไปช่วยกองหลังเขาก็ไป  จังหวะที่ต้องพาสลูกไปให้เพื่อนคนอื่นทำสกอร์ เขาก็สามารถทำได้  การันตีด้วยเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุดในฤดูกาลที่แล้ว


แต่เหมือนมีกรรม แม้ตอร์เรส ศูนย์หน้าคนก่อนไม่มีลักษณะการจบสกอร์ดีแบบที่ซัวเรสเป็นในตอนนี้ แต่ตอร์เรสก็ไมมีจังหวะการเล่นที่ไม่สะอาดเหมือนกับซัวเรส(อย่างดีก็แค่พุ่งล้มนิดๆหน่อยๆเท่านั้น)   ซัวเรสมีทั้งพุ่งล้มบ้าง ใช้มือบ้าง(ในฟุตบอลโลก2010)  และการอัดผู้เล่นกองหลังที่คอยมาปั่นป่วนการทำสกอร์ของเขา แบบไม่เหมือนใคร ไม่เตะขา ไม่โดดถีบยอดอก แต่เด่นๆคือการกัด หรือBiteผู้เล่นนั่นเอง

การกัดของหลุยส์ ซัวเรสเท่าที่มีการบันทึกเอาไว้จริงๆจังๆนั้น พบว่าถึงตอนนี้ มีด้วยกัน3ครั้ง เป็นกัดกองกลางหนึ่งครั้ง คือ ออตมาน บัคคัล นักเตะพีเอสวี ไอล์ดโฮลเฟ่น(ขณะที่เขาเป็นศูนย์หน้าอาแจ็กส์)ในปี2010 โดนแบนยาว7นัด ก่อนที่สโมสรลิเวอร์พูลจะซื้อตัวมาเล่นในต้นปี2011
ครั้งที่สอง ในฤดูกาล2012-13 ในเกมระหว่างลิเวอร์พูลกับเชลซี หวยนั้นออกไปที่กองหลังชาวเซิร์บ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช   ซึ่งในตอนนั้นกรรมการไม่เห็นและมาลงโทษแบนยาว10นัดในภายหลัง(ทำให้ซัวเรสอยู่ไปจนจบเกมและยังอุส่าห์ทำประตูได้อีกในช่วงท้าย เสมอกัน2-2)
ก่อนที่เขาจะมาระเบิดฟอร์มเปรี้ยงปร้างในฤดูกาลถัดมา เป็นเจ้าของรางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ในท้ายสุด
และครั้งล่าสุด ในฟุตบอลโลก2014ที่บราซิลนี่เอง นัดชี้ชะตาหาทีมเข้ารอบ16ทีมสุดท้ายระหว่างอุรุกวัยทีมชาติเขากับทีมอิตาลี  หวยนั้นไปออกที่กองหลังจอร์โจ้ คิเอลลินี่ ซึ่งหลังจากการกัดไปไม่กีี่นาที อุรุกวัยก็สามารถเขี่ยอิตาลีตกรอบได้ จากลูกเตะมุม และโหม่งเข้าไปโดยเดียโก โกดินเป็นลูกนำชัย แต่หลังจากนั้น ฟีฟ่านำเรื่องของซัวเรสมาสอบสวน ในที่สุดศูนย์หน้าจอมกัดคนนี้ก็โดนโทษแบนยาวอีก4เดือน ถูกปรับและห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลอีกเลยในระหว่างนี้
แต่ระหว่างนี้ หลุยส์ ซัวเรสก็ถูกสโมสรบาร์เซโลน่ามาซื้อตัวไปอีก เหมือนครั้นกับลิเวอร์พูลไม่มีผิด
 นักจิตวิทยา พากันวิเคราะห์พฤติกรรมการกัดของซัวเรสไปหลายวิเคราะห์  รวมไปถึงอดีตนักเตะดังๆอย่างโอลิเวอร์ คานส์ดียโก มาราโดน่าเป็นต้น บางทีก็ว่ามันอาจเป็นการระบายความเครียด กดดันของเขาในระหว่างเกมที่มัน"สำคัญ"   ซึ่งนักเตะหลายคนเองก็เป็น  นักจิตวิทยาบางท่านบอกว่า มันอาจมาจากพื้นฐานครอบครัวของเขาในวัยเด็กซึ่งบกพร่อง ทำให้เขาขาดความอบอุ่น (พ่อแม่ของเขาหย่าร้างกันตั้งแต่เด็ก) บ้างก็ว่าเขาเป็นโรคสมาธิสั้น ประมาณอยู่ไม่สุขงี้
 
หลุยส์  ซัวเรสมักทำช็อตมหัศจรรย์ๆให้แฟนเดอะ ค็อปได้อึ้งเสมอๆ แม้ว่าบางทีจะเหมือนโอเวอร์มากไปจนมีบ้างที่คนจะไม่ชอบในพฤติกรรมตุกติกของเขา แต่แฟนๆก็ชอบเขาหลายคนใช่ไหมล่ะครับ???แน่นอนว่า เขาเป็นศูนย์หน้าที่พึ่งพาได้ พลิกสถานการณ์เกมได้ และเชื่อว่าเคนนี่ ดัลกริช คงคิดว่าตนคิดถูกแล้วที่เขาให้สวมเบอร์7เบอร์ของเขาในอดีต
ก็เพราะว่า ตอนนี้ หลุยส์ ซัวเรสได้กลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของลิเวอร์พูลไปแล้ว  การันตีด้วยสถิติมากมายในซีซั่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรางวัลดาวซัลโวและแอสซิสต์สูงสุด ได้รางวัลนักเตะพีเอฟเอของอังกฤษ  และที่สำคัญรางวัลรองเท้าทองคำของยุโรป(ครองร่วมกับโรนัลโด้ของเรอัล มาดริดเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนที่สองต่อจากเอียน รัชที่ได้ในปี1983-84)

อันดับ ชื่อ สโมสร ประตู[1]
1 อุรุกวัย ลุยส์ ซัวเรซ ลิเวอร์พูล 31
2 อังกฤษ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ลิเวอร์พูล 21
3 โกตดิวัวร์ ยาย่า ตูเร แมนเชสเตอร์ ซิตี 20
4 อาร์เจนตินา เซร์คีโอ อะกูเอโร แมนเชสเตอร์ ซิตี 17
อังกฤษ เวย์น รูนีย์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
6 โกตดิวัวร์ วิลฟรีด โบนี สวอนซี ซิตี 16
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เอดิน เจโก แมนเชสเตอร์ ซิตี
ฝรั่งเศส ออลีวีเย ฌีรู อาร์เซนอล
9 เบลเยียม โรเมลู ลูกากู เอฟเวอร์ตัน 15
อังกฤษ เจย์ โรดรีเกซ เซาแทมป์ตัน




ท้ายนี้  ผมในฐานะแฟนลิเวอร์พูลคนนึง ก็อยากอวยพรให้ศูนย์หน้าจอมกัดคนนี้  ไปได้ดิบได้ดีในสเปน ไม่อยากฟังข่าวว่าไปกัดใครเขาอีก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาทำหน้าที่ของเขาได้อย่างดี แฟนเดอะค็อปต้องขอบคุณเขา ผมขอเป็นตัวแทนคนพวกนั้นขอบคุณเขาก็แล้วกัน